ประมูลออนไลน์ ได้อย่างไรบ้าง

ปัจจุบันในการทำธุรกิจหาเงินผ่านทางระบบออนไลน์นั้นมีหลากหลายวิธี  มีการทำมากขึ้นในหลายๆเจ้า ทำให้นักธุรกิจออนไลน์มีวิธีใหม่ในการทำธุรกิจ นั่นก็คือ การประมูลผ่านเว็บไซต์ออนไลน์นั่นเอง ปัจจุบันการประมูลออนไลน์นี้เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ในเว็บไซต์หรือเพจดังๆนั้นมีผู้เข้าไปประมูลเป็นจำนวนมาก

สำหรับบางคนอาจจะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่าแล้วจะทำการประมูลได้อย่างไรสำหรับวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการประมูลนั้น สามารถประมูลผ่านทางเว็บไซต์ประมูลสินค้าหรือแฟนเพจเฟสบุ๊คที่มีการนำสินค้าออกมาประมูลนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็ควรจะศึกษาแหล่งให้บริการประมูลให้ดีว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ถ้าแหล่งประมูลใดมีข่าวเสียหายว่าฉ้อโกงหรือไม่น่าเชื่อถือก็ไม่ควรเข้าไปประมูล

สำหรับวิธีในการประมูลสินค้าออนไลน์เพื่อสินค้าที่คุณอยากได้นั้น มีวิธีดังต่อไปนี้

1.สำหรับการประมูลผ่านเว็บไซต์นั้น คุณควรสมัครสร้างบัญชีของคุณก่อนในการกรอกประวัติ หรือที่อยู่การจัดส่งต่างๆ

2.ศึกษาเงื่อนไขของเว็บไซต์ประมูลว่ามีเงื่อนไข กฎกติกาในการประมูลสินค้าอย่างไร

3.ทำการลงทะเบียนสำหรับการประมูลที่จะมาถึง สำหรับบางเว็บไซต์อาจจะต้องมีการลงทะเบียนก่อนล่วงหน้าในสองถึงสามวันก่อนการประมูลจะเริ่ม  และบางเว็บไซต์อาจจะมีให้จ่ายเงินมัดจำก่อน โดยเงินในการมัดจำนั้นจะได้คืนหลังจากการประมูลจบหากประมูลไม่สำเร็จ

4.ประมูลออนไลน์ในเวลาที่การประมูลเกิดขึ้น เมื่อการประมูลเริ่มขึ้นให้ทำการเข้าบัญชีผู้ใช้ของคุณและทำการประมูลในสินค้าที่คุณอยากได้ทันที โดยที่คุณนั้นจะเห็นราคาที่อัพเดตอยู่เสมอ และในการประมูลบางเว็บไซต์อาจจะมีสินค้ามากกว่า1อย่างให้คุณสามารถประมูลได้ในเวลาเดียวกัน

5.ติดตามการประมูล โดยการเฝ้ามองอยู่เสมอว่าราคานั้นไปถึงเท่าไหร่แล้ว หากสินค้านั้นไม่ได้จำเป็นสำหรับคุณมาก และมันมีราคาที่ถูกประมูลไว้สูงมากเกินไป คุณอาจจะหยุดการประมูลไว้แต่เพียงเท่านั้นก็ได้ แต่ถ้าหากสินค้าในการประมูลนั้นมันสำคัญและมีค่าแก่ตัวคุณมาก คุณก็อาจจะสู้ราคาก็เป็นได้

6.ติดตามผลประมูล โดยการดูว่าการประมูลของคุณนั้นสำเร็จหรือไม่ และใครที่ได้สินค้านั้นไป

7.หากคุณประมูลสินค้าได้ ทางเว็บไซต์ก็จะทำการขายสินค้านั้นให้กับคุณ โดยอาจจะมีข้อความที่ว่า ขอแสดงความยินดีด้วยขึ้นให้กับคุณ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าคุณได้ทำการประมูลได้สำเร็จ และหลังจากนั้นคุณก็ทำการรอรับสินค้าในการจัดส่งมายังที่อยู่ที่คุณได้ระบุไว้ในตอนสมัครสมาชิกเว็บไซต์

จะเห็นได้ว่าการประมูลนี้ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการซื้อขายออนไลน์ เป็นในรูปแบบที่สามารถสร้างความตื่นเต้น และหารายได้ในรูปแบบที่ชักจูงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

ขายสินค้าออนไลน์ดีอย่างไร

ในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ตอนนี้โลกของเราเป็นยุคของโลกIT หรือเทคโนโลยีจริงๆ เพราะทั้งชีวิตประจำวัน ทั้งการทำงาน การเดินทาง หรือการติดต่อต่างๆก็ย่อมต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งสิ้น ในเรื่องของการค้าขายก็เช่นกัน ปัจจุบันนี้การค้าขายผ่านทางออนไลน์ หรือธุรกิจ

E-commerce เข้ามามีบทบาทสำคัญและเป็นที่นิยมสำหรับการค้าขายมากยิ่งขึ้น

แล้วทำไมคนถึงชอบการค้าขายแบบออนไลน์ละ มันมีข้อดีอย่างไรบ้าง มาดูกันเลย

1 การค้าขายออนไลน์ช่วยให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง จากที่เมื่อก่อนเมื่อเราต้องการสินค้าใด ก็จะต้องเดินทางออกไปซื้อนั่นหมายความว่าจะต้องเสียค่าเดินทาง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก ดังนั้นซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ก็จะช่วยประหยัดค่าเดินทาง เพราะในร้านค้าส่วนใหญ่บางร้านก็จะมีโปรโมชั่นในการจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าฟรีถึงบ้าน

2 การค้าออนไลน์ช่วยให้ประหยัดเวลาในการติดต่อและเดินทาง เมื่อเราต้องการซื้อสินค้าแต่ละครั้งก็จะต้องเสียเวลาในการเดินทาง และเพิ่มปัญหาจราจรด้วย การซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์จะช่วยลดปัญหาจราจรและประหยัดเวลาได้มาก สามารถเอาเวลาที่จะต้องเดินทางออกไปซื้อหรือขายของนั้น มาหารายได้เสริมหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นได้อย่างสบาย

3 เป็นการขยายตลาดสู่ทั่วโลก ปกติแล้วการซื้อขายในแต่ละครั้งจะต้องเดินทางมาซื้อที่หน้าร้านหรือจุดขายสินค้าทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักเฉพาะผู้คนในประเทศหรือคนที่อยู่ใกล้ร้านค้าเท่านั้น แต่เมื่อการค้าขายออนไลน์เกิดขึ้นย่อมทำให้คนทั่วโลกสามารถเห็นสินค้าและรู้จักแบรนด์ได้มากขึ้น และมีโอกาสที่จะได้ขยายสินค้าเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศได้ ซึ่งจะทำให้มีการเพิ่มยอดขาย กำไร และขยายฐานตลาด ออกไปได้มาก

4 สามารถทำให้เปิดร้านได้ทุกวัน24ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องมีวันหยุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองคนได้ทุกช่วงเวลา ร้านค้าไม่ต้องเปิดปิดตามเวลาใดๆ สามารถเลือกขายได้ตามดั่งใจ และผู้ซื้อที่อาจจะมีเวลาว่างในการซื้อสินค้าตอนกลางคืนก็สามารถซื้อสินค้าได้ตามต้องการ

5 สามารถเปิดร้านได้โดยใช้งบประมาณลงทุนที่น้อย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจที่อยากจะเริ่มต้นลงทุนแต่มีงบประมาณน้อยได้มีโอกาสทำธุรกิจ และทำให้สามารถขายสินค้าให้ลูกค้าได้ในราคาที่ถูกลงด้วย เนื่องจากไม่มีต้นทุนในเรื่องของค่าเช่าที่แต่อย่างใด

จะเห็นได้ว่าการค้าขายผ่านทางออนไลน์เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนยุคใหม่อย่างเราใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียดีๆได้เปิดธุรกิจได้อย่างง่ายดาย รู้อย่างนี้แล้ว รออะไรละคะ มาขายของออนไลน์กันเถอะคะ !!

วิธีการคำนวณภาษี ของนำเข้า

ปัจจุบันเทรนด์ในการเปิดขายสินค้านำเข้าแบบพรีออเดอร์กำลังเป็นที่นิยม เพราะสินค้าบางอย่างหาไม่ได้ในบ้านเราจริงๆ หรือหาก หาได้ก็มักจะมีราคาที่สูงกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง แต่หากต้องการจะซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดยตรง นอกจากราคาของสินค้า และค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ภาษีการนำเข้า หรือภาษีศุลกากร นั่นเอง ซึ่งภาษีตัวนี้นั้น แต่ละคนอาจจะได้จ่ายไม่เท่ากัน นั่นเป็น เพราะวิธีการคำนวณภาษีของนำเข้านั้น ต้องพิจารณาจากปัจจัย หลายอย่าง และมีวิธีการคำนวณ โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

ก่อนคำนวณภาษี ต้องรู้จัก CIF
CIF คือ ส่วนที่เราจะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีนำเข้าทั้งหมด ร่วมกับอากรขาเข้า ของสินค้าแต่ละชนิด เพื่อให้ได้เป็นตัวเลขของภาษีขาเข้าที่จะต้องจ่ายตามจริง ซึ่ง CIF เป็นตัวเลขที่มีความหมาย ดังนี้

C (Cost) เป็นตัวที่เลขที่บอกมูลค่าของสินค้า หรือพูดง่ายๆ ก็ราคาของสินค้าทั้งหมดนั่นเอง

I (Insurance) เป็นตัวเลขที่บอกมูลค่า ของค่าประกัน ซึ่งค่าประกันนี้มี 2 แบบ ก็คือ ค่าประกันที่ผู้นำเข้าสินค้าได้ไปทำประกันเอาไว้กับบริษัทประกันภัย ตัวนี้เมื่อจ่ายไปแล้ว สามารถเครมกับบริษัทประกันได้ และอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ไม่ได้มีการทำประกันเอาไว้ แต่ต้องคำนวณ ค่าประกันจากราคาของสินค้า โดยคิดเป็นเงิน 1% จากราคาของสินค้า ซึ่งอย่างหลัง คือ เสียแล้วเสียเลย ไม่สามารถที่จะเรียกคืนได้

F (Freight) หรือ ค่าขนส่งนั่นเอง ตัวนี้สามารถหาได้จากเอกสารการขนส่งสินค้า ของบริษัทขนส่งได้เลย

และนอกจากตัวเลขเหล่านั้นแล้ว อีกหนึ่งตัวเลขที่สำคัญ ก็คือ อัตราอากรขาเข้า ที่จะมีความแตกต่างกันตามแต่ประเภทของสินค้า ซึ่งสามารถที่จะทำการค้นหาล่วงหน้าได้จากเว็บไซต์ ของกรมศุลกากร

วิธีคำนวณภาษีสินค้านำเข้า
เมื่อได้ตัวเลขที่สำคัญ ในทุกส่วนแล้ว เรามาเริ่มการคำนวณภาษีสินค้านำเข้ากันเลยจะดีกว่า

ขั้นตอนที่ 1 หาค่าอากรขาเข้า
โดยการนำเอา มูลค่ารวม CIF X อัตราอากรขาเข้า = อากรขาเข้าสุทธิที่ต้องจ่าย

ขั้นที่ 2 หาภาษีมูลค่าเพิ่ม
(มูลค่ารวม CIF + อากรขาเข้า) X อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ปัจจุบันคือ 7%) = ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ขั้นที่ 3 หามูลค่าภาษีสินค้านำเข้า
โดยใช้ อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม = มูลค่ารวมของภาษีที่ต้องชำระ

และถึงแม้ว่าในบางกรณีจะมีการกำหนดให้สินค้าบางอย่างไม่ต้องจ่าย อากรขาเข้า ก็ใช่ว่าจะงดทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วผู้นำเข้าสินค้าก็ยังคงต้องจ่าย ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าอยู่ดี

สำหรับคนที่ไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยากในการนำเอาสินค้าออกจากท่าเรือ หรือสนามบิน ควรเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้า ให้เรียบร้อย เพื่อที่เวลาคำนวณภาษีสินค้านำเข้าจะได้ทำอย่างรวดเร็ว และถูกต้องลดปัญหาความล่าช้าในการได้รับสินค้า และจัดส่งถึงมือลูกค้า